วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Review My Room In Japan!!!

วันนี้พอดีมีพายุ เห็นบอกกันว่าพัดคนปลิวได้เลย ก็เลยนั่งอยู่ในห้อง ชิวๆ ไม่ออกไปไหน คราวนี้ก็เลยขอมารีวิวห้องของเอในนิฮงโกะเลยละกัน

(ปล. ขอโทดทีนะ พยายามจัดรูปแบบแล้วอ่ะ มันก็เละอยู่ดี ภาพวางมั่วไปหมด คราวหน้าจะลองหาทางอื่นดูนะ อ่านยากหน่อยนะครับ)

<- รูปหน้าห้องมีป้ายเบอร์ห้องติดอยู่









เบอร์ห้อง 229 ด้วย!!! ชอบ^^->

จะเริ่มเปิดประตูแล้วละนะ เปิดแล้วๆ พอเปิดแล้ว พวกคุณทั้งหลายก็จะเห็น ที่ถอดรองเท้าให้อารมณ์ญี่ปุ่นๆ













เมื่อเปิดประตูเข้ามา เจอที่วางรองเท้า ตู้เสื้อผ้าและตู้เย็น และ...​กระติกน้ำร้อน?!

(ล้อเล่นนะ กระติกน้ำร้อนหอไม่ได้ให้มา พี่ที่หอชื่อ เอเจ ให้มาฟรีตะหาก ใจดีจัง^^)












เตียงนอนจ่ะ โต๊ะทำงาน และไอ้ก้อนที่บอกเลขนี่

ก้อนบอกตัวเลขนี่ก็คือ เงินค่านำ้ค่าไฟที่เหลืออยู่นะเอง ดังนั้น ถ้าต่ำกว่า 500 เยน ต้องรีบไปเติมเงินที่ตู้ machine ชั้นหนึ่งนั่นเองครับ เห็นบอกว่าถ้าตำ่กว่า 500 จะมีเสียง ตึ๊งๆ อะไรซักอย่าง ยังไม่เคยเหมือนกันครับ












ห้องน้ำ และวิวของระเบียงห้องเอครับ

ตึกที่เห็นเหมือนจะเป็น multi-purpose hall ที่เอาไว้ใช้ เอนกประสงค์ของหอครับ
แถมให้เป็นห้องครัวอันโสโครก และห้องนั่งเล่นดูทีวีส่วนกลางซึ่งจะมีทุกชั้นครับ













ห้องครัว มีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แต่ละห้องเอามาเรียงเป็นกอง พร้อมทั้งอีกห้องในห้องครัวที่มีชั้นวางของไว้วางเครื่องปรุงของแต่ละห้อง
















ห้องนั่งเล่นส่วนรวม ไม่มีอะไรมากครับ



คราวหน้า จะขอรีวิวมหาวิทยาลัยโตได แคมปัส Komaba ที่อยู่ใกล้ๆหอของเอนี่เอง (มหาลัยของเอเอง แต่เออยู่แคมปัส Kashiwa ครับ) เอแอบไปกินที่โรงอาหารของแคมปัส Komaba บ่อยๆ อาหารถูกและอร่อยดีครับ ไว้เจอกันเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

A in JAPAN day-1

หลังจากยุ่งกับการตั้งต้นชีวิตใหม่ในญี่ปุ่น ก็ได้มีเวลาเขียนเล่าเรื่องใน 5 วันที่ผ่านมาซักที เพื่อนๆก็คงรู้ว่าเอได้เดินทางไปญี่ปุ่นในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 จากสุวรรณภูมิ ในวันนั้น เอรู้สึกดีใจมากมายเลยนะ ที่เพื่อนๆไปส่งเยอะ ขอบคุณมากๆเลย ตอนออกเครื่องบินแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ฮืออ (ตอนนี้ก็ยังคิดถึงเพื่อนๆที่ไทยมากๆเลยนะ)

รูปเพื่อนๆส่วนหนึ่งที่มาส่ง^^

ในวันแรกที่ถึงพื้น ญี่ปุ่นเลยนั้น รู้สึกได้เลยว่า "นี่ เรามาทำอะไรที่นี่ นี่มันใช่ที่ของเราหรอ" รู้สึกคิดถึงบ้าน และเซงมากๆเลย ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับญี่ปุ่นเลยซักนิดเดียว จากที่สนามบิน เอก็มีติวเตอร์คนญี่ปุ่นมารับถึงสนามบิน (เพื่อนๆที่ไปไฟท์เดียวกันก็แอบอิจฉา เพราะติวเตอร์ของเพื่อนมันปล่อยเกาะ ไม่ค่อยใยดี ของเอเนี่ยน้า ขึ้นรถไฟมันยังเชิญให้เอนั่งก่อนเลย ยังกะแฟนมัน เจออีกแล้วชีวิตนี้555+ ส่งถึงที่หออีกตะหาก) นั่นแหละๆ ในวันแรกเป็นวันที่ยุ่งมากมาย เพราะว่าจะต้องทำเอกสารต่างๆมากมาย โดยเฉพาะการทำบัตร Alien ใช่แล้วครับ บัตรมนุษย์ต่างดาว หรือ บัตรที่แสดงตัวตนว่าเป็นตัวประหลาด กูไม่ใช่คนญี่ปุ่นอะไรประมาณนั้นเลย (ตั้งชื่อได้น่ารักจริงๆ โคตรอยากทำ) การจะไปทำก็ต้องเดินทางไปไกลมากมาย รู้สึกอึ้งและเหนื่อยกับรถไฟญี่ปุ่น กว่าจะไปถึงเปลี่ยนไปเกือบ 10 สาย ถึงแม้ transportation ของญี่ปุ่นจะดี แต่ก็ใช่จะว่าสบายนะ เพราะเวลาที่เสียไปส่วนใหญ่มากจากการเดินทางด้วยรถไฟนั่นเองครับ หลังจากทำเอกสารเสร็จก็ปาเข้าไป 5 โมงกว่าจะถึงหอ

หอที่เออยู่ชื่อ หอโคมาบะ พอถึงก็ได้รู้จักกับพี่เอก ใจดีมากๆ รอมาต้อนรับ ได้รับกุญแจห้อง เพื่อนลองทายสิเอได้เบอร์ห้องเบอร์อะไร ฮะฮ้า ดีใจมากๆเลยได้เบอร์ 229 เป็นเบอร์ห้องตอน ม.4 ล่ะ ยิ่งทำให้คิดถึงเพื่อนเข้าไปอีก จากนั้นเข้าห้องวางของแล้วพี่เอกก็พาไปชิบูย่าเลย (มีพี่เพิ่มอีกคนไปด้วย) พี่เอกและพี่เพิ่มช่วยเลี้ยงราเมงร้านนึง อร่อยดีครับ^^ เสร็จแล้วก็กลับหอเพื่อเจอกับเยลลี่(เพื่อนกิ๊ฟและเป็นเพื่อนที่เตรียมฯที่ ได้ทุนเหมือนกัน) และก็พบกับนัท ซึ่งได้คุยๆไปก็รู้ว่า เป็นเพื่อนกับทีระพาบกับแก้นด้วย!!! น่าตกใจ คุยกันสามคนซักพัก ก็คุยว่าเราอยู่คอม นัทก็อยู่คอม นัทก็บอกว่ามีอีกคนนึงเพิ่งมาก็อยู่คอม เฮ้ยบังเอิญ เป็นโดนัทเพื่อนเอที่เคยเรียนด้วยกันตอนปี 1 แต่ย้ายไปอินเดีย!! วันนี้มีแต่เรื่องบังเอิญเสียจริงๆ เรียกว่ารางดีรึเปล่าก็ไม่รู้ครับ คุยกันซักพัก ก็เลยถึงเวลาเข้านอนด้วยความเหนื่อยล้า นอนบนเตียงก็รู้สึกเหงาๆและคิดถึงเพื่อนเสียจริงๆ T.T


ขอนอนก่อนแล้วจะมาเล่าต่อวันที่สองนะ (วันที่สองเค้าเริ่มสนุกแล้วล่ะ)

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ฝันร้ายวันนี้..

ผมฝันร้ายยยยย.....

เช้าวันนี้ ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจพร้อมความทรงจำในฝันที่รู้สึกเหมือนเกิดขึ้น จริงๆ ผมเริ่มคิด... เมื่อวานผมนอนตีหนึ่ง สะดุ้งตื่นหกโมง เพียง 5 ชั่วโมงกลับฝันได้มากถึงขนาดนี้หรอ!?

เรื่องเริ่มต้น ณ ห้องๆหนึ่ง ผมยืนคุยกับรุ่นพี่ชื่อ เต่า เพื่อนชื่อ ตั่น อยู่ถึงสิ่งที่พวกเราประดิษฐ์และสร้างขึ้นมา "พลังงานไฟฟ้าทดแทน" เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งซึ่งจะมาทดแทนพลังงานในโลกปัจจุบัน (มันคืออะไรก็ไม่ทราบได้ แต่น่าจะนำพลังงานมาจากแสงอาทิตย์) ซึ่งเพิ่งจะสร้างได้สำเร็จเมื่อตะกี้ และหลอดไฟที่มืดเหนือหัวพวกเรา ก็กลับมาสว่างขึ้นเรื่อยๆ พวกเราเฮ้!! แล้วก็สับฉากต่อไป

ณ บ้านอันแสนสุขของผม ผมกำลังนั่งเล่นคอมอย่างเมามัน อยู่ๆทันใดก็มีโทรศัพท์ดังเข้ามา ผมกดรับโทรศัพท์ และเมื่อได้ยินเสียง ผมก็รู้ทันทีว่านั้นคือ ตั่น เพื่อนผมนั่นเอง ตั่นต้องการจะบอกข่าวเรื่องหนึ่งแก่ผม แต่ข่าวที่เพื่อนของผมมาบอกนั้น ไม่ใช่ข่าวที่ดีนักเลย ตั่นบอกผมว่า เพื่อนของเรา ...​ ได้เสียชีวิตลงแล้ว ผมรู้สึกตกใจกับข่าวที่ได้ยิน ถึงกับทิ้งโทรศัพท์และร้องไห้ฟูมฟายยกใหญ่ ผมนึกถึงตอนที่เราเคยเล่นเกมและทำงานด้วยกัน เคยผูกพันกัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ผมจึงรู้สึกสงสารและเสียใจมากๆ แล้วครอบครัวของเพื่อนผมคนนั้นล่ะ จะทำยังไง จะทำยังไง ขณะที่ผมร้องไห้อยู่ ผมรู้สึกได้จริงๆว่า น้ำตาของผมมันออกมาจริงๆ ขนาดเมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว ผมยังอดที่จะร้องไห้อีกรอบไม่ได้ เมื่อนึกถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในความฝัน(ที่เหมือนจริง)

ทันใดนั้น ขณะที่ผมร้องไห้ เจ้าสัตว์น่ารักสีดำขนฟูน่ารัก เจ้าหมาที่ผมเคยเลี้ยงก็โผล่ขึ้นมา ผมรู้สึกตกใจกลับมันมากว่า มันมาที่นี่ได้อย่างไร หลังจากที่มันหายไปนานมากๆ (ในความเป็นจริงมันได้เสียชีวิตลงไปเมื่อ 6-7 ปี ก่อนแล้ว) แต่ในฝันผมกลับนึกออกได้ว่า มันแอบเข้าไปเล่นในกองไม้เพื่อจะจับแมลงมานานหลายปี แล้วเพิ่งจะกลับมาหาผม ดังนั้น เมื่อผมเจอมันผมรู้สึกดีใจมากๆ ผมกอดมันด้วยความดีใจ พร้อมกับความเสียใจที่ต้องเสียเพื่อนไป ผมรู้สึกว่ามันกลับมาเพื่อปลอบใจผม แต่ผมกลับรู้สึกถึง "กลิ่นเหม็น" จากตัวมัน "ก็ใช่นะสิ มันไม่ได้อาบน้ำมาตั้งหลายปี ก็ต้องสกปรกเป็นธรรมดา" ผมเริ่มคิดอยู่ในใจ ผมสังเกตเห็นสก็อตเทปปืดหนึ่งที่ก้นมัน พลานคิดในใจ "ไอ้อิ๊วอีกแล้วหรอวะชอบไปเล่นให้สก็อตเทปติดตูด"แล้วจึงดึงสก็อตเทปออก และพามันไปอาบน้ำ จากนั้น ฉากในความฝันจึงเปลี่ยนไปอีกรอบหนึ่ง

คราวนี้ ผมมาโผล่ท่ามกลางการชุมนุมกินข้าวระหว่างผองเพื่อนของเพื่อนผู้เสียชีวิตใน ร้าน MK แห่งหนึ่ง พวกเรากะลังดื่มกันอยู่ ใช่แล้วครับ ดื่มกันอยู่ ในตอนแรกผมก็คิดว่ามันคือเหล้าย้อมใจ แต่มันไม่ใช่ มันเป็นฝาขวดน้ำเปล่าที่เราทำเหมือนเป็นจอกเหล้าแก้วเล็ก พร้อมกับน้ำเปล่าที่ถูกเทโดยเพื่อนคนหนึ่งที่ค่อยสนิทซึ่งเป็นเพื่อนของ เพื่อนผมที่เสียไป ผมคุ้นว่าคนนี้เป็นเกย์!!! ทันใดนั้นผมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทั้งหมดบนโต๊ะนั้นมีทั้งกระเทยและเกย์ ทันใดนั้นอีกครั้ง เพื่อนคนนั้นพาเพื่อนผู้หญิงอีกสองคนมา ผมเริ่มโล่งอก ไม่กี่นาทีต่อมาก็ตกใจอีกครั้ง เพราะผู้หญิงทั้งสองเริ่มจูบกัน นี่มันโต๊ะผิดเพศนี่นา!!!!
แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ...

หลังจากที่ตื่นผมเริ่มนั่งคิดว่านี่คือเรื่องจริงหรือไม่ ผมเริ่มคิดว่าหรือเจ้าหมาสุดที่รักกลับมาเพื่อบอกผมว่า "ในอนาคตผมจะสามารถสิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่ได้ และต่อมาเพื่อนผมจะเสีย และผมจะต้องกลายเป็นเกย์!! หรืออย่างไรกัน" คิดไปคิดมา ผมเริ่มชักกังวลถึงชีวิตเพื่อนของผมคนที่เสียชีวิตไป ผมเริ่มคิดอีกว่าจะโทรไปบอกดีหรือไม่ แต่ในท้ายที่สุดแล้วผมก็ไม่ได้โทรไป...

ผมยังรู้สึกไม่ค่อยดี จึงมาเขียนบล็อกเล่า และอยากให้เพื่อนๆทุกคนอย่าได้หักโหมทำงานมากจนเกินไป ระวังตัวและรักษาสุขภาพให้ดีเพื่อตัวเองและครอบครัวที่อยู่ข้างหลังเราด้วยนะ รู้สึกเป็นห่วงครับผม

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

โลโก้ใหม่โรงงาน!!

พอดีคิดว่าโลโก้เก่ามันธรรมดาไปหน่อยมีแค่ตัวอักษร S และ I ซึ่งย่อมาจาก Sumrong Ice Factory ก็เลยทำโลโก้ใหม่แบบง่ายๆ มาอันหนึ่ง จะได้เอาไปใส่นามบัตร และตัวโปรแกรมขายของโรงงานด้วย^^ มาดูอันใหม่กันเลย

Version 1 เราจะใช้ตัว cube สีฟ้าอ่อน เปรียบเสมือนก้อนน้ำแข็งก้อนหนึ่ง แล้วก็โปะชื่อโรงงานง่ายๆ แบบนั้นเลย ฮะฮะ

Version 2 พอดีว่าพี่ชายทำสโลแกนขึ้นมา ประกาศเต็มศักดาว่า

พวกเราชาวโรงน้ำแข็ง สำโรง ตั้งใจผลิตนำ้แข็งที่สะอาด และมีคุณภาพแก่ลูกค้าทุกท่านเพราะว่า
"พวกเราก็กินน้ำแข็ง"

ก็เลยนำมาใส่ใต้โลโก้ด้วยประโยค "Because We Eat ICE"
พี่ชายมันบ้าจี้ดีจริงๆ = =" พอดีมันไปเห็นสโลแกน exxon มา ใครอยากรู้ search หาสโลแกน exxon กันเองเนอะ (ไม่อยากจะเล่า มันยังบ้าจี้ สร้างศาลาดนูรัสมิ์​ ใช้ชื่อพี่สาว มาทำเป็นที่นั่งพักให้ลูกค้าอีก แบบว่า ฮาจริงๆ เปิดประตูมา เจอศาลา[ชื่อพี่สาว] อยู่ทุกวัน)

ใครมีคอมเม้นโลโก้ว่าไง ว่ามาได้เลย คงจะมี version อื่นอีก ฮะ ฮะ

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เขียนเวบ กับ เขียนแอพ อันไหนยากกว่ากันนะ!!!

ไม่ได้เขียนซะนาน ก็ขอเริ่มเขียนด้วยเรื่องที่งงงวยและเสียเวลามากเลย ก็คือ เขียนเวบนั่นเอง!!!

บางคนอาจจะคิดว่า เขียนเวบ ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก (หรืออาจจะหลายคนด้วยซ้ำ) แต่ผมว่ามันไม่ใช่เลยนะ สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ผมรู้สึกว่าการเขียนแอพมันเป็นอะไรที่ง่ายกว่าเยอะ ทำไมล่ะ?

ก็เขียนเวบเนี่ยมันมีอะไรเยอะแยะไปหมดเลยนะสิ ไม่ว่าจะ HTML, CSS, PHP, JAVASCRIPT, ASP และ เรื่องหนักหัวก็การ Design เนี่ยแหละ ที่จะโยงเข้ากับทุกเรื่อง แหม แค่นับคร่าวก็ 6 เรื่องไปแล้ว ลองนับแอพธรรมดาดิ คุณเลือก 1 ภาษา คุณก็เขียนภาษานั่นแค่นั้นไปเลย ไม่ต้องหลายเรื่อง

ซึ่งสิ่งที่ผมกลุ้มใจที่สุดก็คือ เขียนยังไงหว่า ให้ออกมาหน้าตาอย่างงี้ CSS จะใช้อย่างไรดี จะใช้เป็น Class หรือเอา แม่งเป็น id ให้หมดเลย เน้นๆ ง่ายดี แต่ยาวมาก ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน นอกจากนี้แล้ว การจะทำให้ interactive หน่อย ก็ต้องใช้ JavaScript อีก ซึ่งก็นึกไม่ออกว่าต้องเขียนอย่างไรเพราะไม่เคยเขียน การที่จะให้ไปนั่งอ่านทั้งหมดเรื่อยๆ กว่าจะเขียนได้ก็คงเป็นเดือน แต่หากไปเปิด google แก้ปัญหาทีละอย่าง ก็กลายจะเป็นยำโค้ดรวมแบบมั่วๆเข้าไปอีก ที่สำคัญอีกอย่างคือ Debug ยากจัง ไม่เหมือนกับเขียนแอพ Compile ปุ๊บเจอปั๊บใช่มะ?

ดังนั้น ผมก็เลยรู้สึกว่า การเขียนเวบเนี่ยศึกษายากกว่าเขียนแอพธรรมดามากเลย(เขียนแอพเนี่ยยิ่งกว่าปอกกล้วยทั้งหวีเข้าปากอีก) คนอื่นล่ะคิดว่าไงอยากรู้?

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สกีน้ำทำพิษ

วันเสาร์ที่ผ่านมาไปสกีน้ำกับพวกวิทย์บอมาที่ราชบุรี สนุกๆๆๆๆสัดๆ เพิ่งจะเคยเล่นเป็นครั้งแรก สกีน้ำเป็นกีฬาทางน้ำที่เราต้องอยู่บนบอร์ดแล้วก็ให้เราจับเชือกที่จะลากเราไปรอบบึงน้ำ รอบแรกๆก็เล่นไม่ได้ ตอนเลี้ยวโค้งนี่ คว่ำทุกทีไป แต่แล้วรอบที่ 3ๆ เลี้ยวได้แล้วววววว สุดยอดอ่ะ หลังจากทำได้ความรู้สึกดีก็อ่อล้นขึ้นมา จากนั้นเพียงเสี้ยววิที่เลี้ยวได้ กูก็คว่ำลงแม่น้ำอีกรอบ -*-

จนเวลาผ่านพ้นไป รอบที่ 6 กูวนได้สองรอบแม่น้ำแล้ว เกือบจะรอบที่สาม ป๊อปอายแม่งขวางในแม่น้ำเกือบชน กูเลยต้องยอมคว่ำลงแม่น้ำก่อนที่จะได้อีกนับสิบรอบ เป็นการทำลายล้างการสร้างสถิติอันยอดเยี่ยมของเอไปอย่างน่าเสียดาย เซงสัด (แต่ได้ข่าวมาว่า เอกอุดรเล่นรอบแรก วนไป 6 รอบได้เลย ทำได้ไงวะ!!!!)

แต่ทว่า จากการเล่นครั้งนี้ นิ้วแตกกกกกก ไม้ที่จับลาก หลุดจากเชือกแล้วตีนิ้วเอ T.T เจ็บสัดๆ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที ไปร์เดินขึ้นแบบไม่พูดอะไร พูดแบบอ้ำๆอึ้งๆ "เอๆ คางกูแตกก" เมื่อดูหน้า ลึกสัดอ่ะ ตกใจมาก ไปร์ก็ตกใจกลัวเสียโฉม รีบขึ้นรถทั้งที่เปียกทั้งตัว พาไปสถานีอนามัยใกล้สุด เสือกเย็บไม่ได้อีก เอาแล้วไง ไปร์เริ่มวิตก หน้ากูๆๆๆ เพื่อนบัญชีจะว่าไงบ้างละเนี่ย จึงรีบพาไปต่อที่ร.พ.ที่ใกล้ที่สุด แต่ก็ไกล ซึ่งไปไม่เป็นให้ป๊อปอายไปแทน ซึ่งก็ไปไม่เป็นอีก เอ๊ะ!! ยังไง แต่ก็ถึงแหละคับ สรุปเย็บ 4 แผลข้างนอก 1 เข็มข้างใน เพราะรู้สึกว่าทะลุ เหนื่อยเลย ไปร์จึงกลับมานั่งดูเพื่อนเล่นต่อ โคตรน่าสงสารอ่ะ แผลกูนี่ชิดริมขอบซ้ายไปเลยอ่ะ

จากนั้นก็ไปกินข้าวที่อัมพวา อร่อยดีๆ กินบะหมี่ไก่ตุ๋น ไข่ตุ่๋น ไก่ยัดฟัก อีกมากมายๆ และกินไอติมแท่งรสลอดช่อง ไปร์ก็กิน แต่เห็นแล้วลำบากน่าดู - -" สู้ๆไปร์ อิ่มแล้วก็จึงเดินทางกลับบ้าน แม้จะมีอุบัติเหตุบ้าง เหน็ดเหนื่อยบ้าง แต่เอก็รู้ว่า วันนี้ เราได้ความสุขติดกลับมาบ้านทุกคนไม่มากก็น้อยครับ ^^

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552

ไม่นอนอาจจะตายเอาได้

เมื่อวานกลับบ้านตอนตี 1 กว่า ขับรถอยู่ดีๆ หัวเราก็เกิดอาการมึนขึ้นมาแทบจะอ้วก แล้วอยู่ดีๆ มือก็สั่น แล้วก็ชาไปทั้งแขน ต่อมาขาก็ชาแทน นิ้วเริ่มไม่รู้สึกอะไร ตอนนั้นแบบว่าทนแทบไม่ได้ แล้วก็รถตอนนั้นติดๆมาก เรากลัวมากๆ ว่าจะไปไม่ถึงบ้านได้ แต่ก็พยายามทนไปเรื่่อยๆ จนถึงบ้านได้ เราก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่เราเดาว่า เพราะเราไม่ได้นอน แล้วเราก็ซัดกาแฟ เข้าไปอีกวัน เพราะถึงเวลาหมดฤทธิ์ก็เลยเป็นเช่นนี้ เลยอยากบอกเพื่อนๆระวังเข้าไว้นะ พักผ่อนมากๆ อย่าหักโหม เด๊วจะตายไม่รู้ตัวนะครับ